เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 9 กุมภาพันธ์ 2026 at 19:51.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,860
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,021
    ค่าพลัง:
    +26,852
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,860
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,021
    ค่าพลัง:
    +26,852
    วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ พวกเราก็มีกิจกรรมกันทั้งวัน จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ว่าการทำงานนั้น สิ่งหนึ่งที่พวกเราจะลืมไม่ได้อย่างเด็ดขาด ก็คือ การรักษากำลังใจของตนเอง ทำอย่างไรที่เราอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม ต้องสามารถภาวนาหรือว่ากำหนดลมหายใจเข้าออกได้ ถ้าเป็นการฝึกฝนในระยะแรก ก็ถือว่าเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าใช้ความเพียรพยายามเข้าจริง ๆ แค่ไม่กี่วันก็ทำได้กันแล้ว

    เนื่องเพราะว่าสภาพจิตที่ทรงฌานแล้ว การภาวนาทุกอย่างจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ เราแค่เอาสติเข้าไปคอยระมัดระวังเอาไว้ก็พอ เนื่องเพราะว่าถ้าขาดสติที่คอยกำกับอยู่ เดี๋ยวก็เผลอไผลปล่อยให้กิเลสเข้ามากินใจของเรา แล้วสมาธิที่จะพึงได้ก็พังทลายไปหมด..!

    คราวนี้เราท่านทั้งหลายที่ปฏิบัติธรรมมา ไม่ว่าจะพระภิกษุ สามเณร หรือว่าฆราวาส หลายท่านก็ใช้เวลานับสิบปีแล้วไม่เกิดผลอะไร ก็เพราะว่า
    สิ่งที่เราทำกับสิ่งที่เราใช้นั้นไม่ควรค่าแก่กัน อย่างเช่นว่าเราภาวนา ๓๐ นาที แต่เราไปส่องเฟซฯ ไปเขี่ยไลน์เสียอย่างละชั่วโมง สิ่งที่เราทำได้ ซึ่งจะสั่งสมเป็นกำลังเพื่อให้เราสามารถก้าวข้ามอุปสรรคในการปฏิบัติธรรมต่าง ๆ ได้ ก็กลายเป็นว่า "หกเรี่ยเสียราด" โดนใช้สอยทิ้งขว้างหมดทุกวัน จึงเป็นเหตุให้เราท่านทั้งหลายทำเท่าไรก็หาความก้าวหน้าไม่ได้

    โดยเฉพาะการสนใจสิ่งต่าง ๆ ภายนอก ยิ่งสนใจมากเท่าไร โอกาสที่จะรักษากำลังใจของเราได้ก็น้อยลงไปมากเท่านั้น เนื่องเพราะว่าสติสัมปชัญญะของเรายังไม่สมบูรณ์ เมื่อถึงเวลาก็มักจะโดน รัก โลภ โกรธ หลง ชักนำไปไกล เตลิดเปิดเปิง กู่ไม่กลับ..!

    เพียงแต่ว่าเรื่องพวกนี้ก็เป็นเรื่องแปลกตรงที่ว่า รู้ทั้งรู้ว่าสาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร แต่พวกเราก็มักจะไม่รีบเร่งรัดแก้ไข ทำตัวเหมือนกับคนมีเวลามาก ประมาณว่าอย่างไรเสียเราก็ยังไม่ตาย..! โอกาสแก้ไขมีถมไป ถ้าเป็นแบบนี้ เราก็อยู่ในลักษณะของผู้ประมาทในชีวิตเป็นอย่างมาก เนื่องเพราะว่าชีวิตของเราอยู่แค่ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น หายใจเข้าไม่หายใจออก เราก็ตายแล้ว หายใจออกไม่หายใจเข้า เราก็ตายอีกเช่นกัน
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,860
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,021
    ค่าพลัง:
    +26,852
    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าเรายังมัวประมาทอยู่ ถ้าหากว่าสิ้นชีวิตลงไปก็อาจจะขาดทุนย่อยยับ เนื่องเพราะว่าถ้าพลาดตกลงสู่อบายภูมิ กว่าที่จะตะเกียกตะกายขึ้นมาได้ บางทีก็ผ่านไปหลายกัป เนื่องเพราะว่าเราไม่ได้ทำความชั่วประการเดียว หากแต่ตลอดระยะเวลาทั้งชาติก่อนและชาตินี้ เราท่านทั้งหลายกระทำในสิ่งที่ละเมิดศีลละเมิดธรรมมามากต่อมากด้วยกัน

    เพียงแต่ว่าหลายท่านอาจจะถือว่าดวงดี ก่อนตายสามารถทรงอารมณ์ภาวนาได้ เมื่อมาเกิดอยู่ในภพภูมิที่ดีกลับประมาท แทนที่จะเร่งทำความดีต่อ กลับทอดทิ้งโอกาสนั้นเสีย กลายเป็นบุคคลที่ประมาททั้งในโลกนี้และโลกหน้า ก็คือโลกนี้ไม่สร้างคุณงามความดีใส่ตัว โอกาสที่จะเจริญก้าวหน้าก็ยากมาก ส่วนโลกหน้านั้น ถ้ากำลังบุญของเราไม่เพียงพอ ก็ไม่ต้องหวังว่าจะได้ไปสู่สุคติหรือสถานที่ดี เนื่องเพราะว่ามีแต่จะโดนกำลังของบาปดึงลงสู่อบายภูมิ..!

    เราท่านทั้งหลายจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตระหนักว่า ชีวิตนี้เป็นของน้อย จะสิ้นลงไปเมื่อไรก็ไม่แน่ ดังนั้น..ทุกเวลา ทุกนาที ทุกวินาทีของเรา จึงต้องอยู่ที่การเร่งรัดขัดเกลา กาย วาจา ใจ ของตน เพื่อที่จะสร้างเสริมความดีความงามให้เกิดแก่ตนให้มากที่สุด เมื่อถึงเวลาเสียชีวิตลงไป ก็ขอให้ไปได้ไกลที่สุด ไม่เช่นนั้นแล้ว ถ้าพลาดลงอบายภูมิ โอกาสที่เราจะได้เกิดมาในภพภูมิที่ดีก็เป็นเรื่องยาก เพราะว่ามักจะโดนลงโทษทบต้นทบดอก บวกของเก่าของใหม่เข้าไปทุกรายการ..!

    บางท่านถึงขนาดต้องผ่านนรกทุกขุม ผ่านความเป็นเปรตทุกจำพวก ผ่านความเป็นอสุรกายทุกจำพวก ผ่านความเป็นสัตว์เดรัจฉานตามจำนวนชีวิตที่ได้เคยเข่นฆ่าเอาไว้ ถ้าเกิดมาเป็นคน เศษกรรมก็ยังทำให้ต้องลำบากยากจน หรือว่าพิกลพิการเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เสมอ ทำให้ไม่มีกำลังใจในการสร้างเสริมความดีใหม่ ๆ โอกาสที่เราจะก้าวขึ้นสู่ภพภูมิที่ดีจึงกลายเป็นของที่ยากมาก
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,860
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,021
    ค่าพลัง:
    +26,852
    ถ้าหากว่าหลุดลงไปข้างล่าง แล้วโดนเขาคิดทบต้นทบดอกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โอกาสที่เราจะเกิดมาพบพระพุทธเจ้าอีกก็แทบจะสูญไปเลย เนื่องเพราะว่าโลกในแต่ละยุคไม่ใช่ว่ามีพระพุทธเจ้าตลอดไป ยังมีกัปที่ว่างจากพระพุทธเจ้าจำนวนมากมายมหาศาล อย่างเช่นว่าในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระนามว่า"โกณทัญญะ" เมื่อพระองค์ท่านเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว โลกว่างจากพระพุทธเจ้าไปถึง ๑ อสงไขยกัป กว่าที่พระพุทธเจ้ามีนามว่า "มังคละ" จะอุบัติขึ้น..!

    จึงเป็นเรื่องที่พวกเราทั้งหลายต้องตระหนักว่า
    เราโชคดีเพียงไหนแล้วที่เกิดมาในโลกยุคนี้ ซึ่งหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังสมบูรณ์บริบูรณ์อยู่ ผู้ใดตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง มีโอกาสที่จะได้รับผลอย่างเต็มที่

    แต่ขณะเดียวกัน ต่อให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง แต่สิ่งที่มากระตุ้นเร้าให้เราปฏิบัติชั่วก็ละเอียดขึ้น ประณีตขึ้น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ครอบงำเราอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนหลับ กลายเป็นว่ายิ่งอยู่นานไป เครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่มีขึ้นมา ก็ทำให้สมรรถนะทั้งร่างกายและจิตใจของผู้คนอ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ

    เนื่องเพราะว่าพึ่งพาอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ มากเกินไป วันก่อนมีคนส่งคลิปมาให้ ที่เมืองฉงชิ่งประเทศจีน แค่จะขึ้นสะพานลอยก็มีลิฟท์ให้แล้ว ก็แปลว่าแทนที่เราจะได้ออกกำลังกายขึ้นบันได้สัก ๒๐ - ๓๐ ขั้น ก็กลายเป็นว่าแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะว่ามีเครื่องไม้เครื่องมือช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ถ้าในลักษณะนี้ สมรรถภาพร่างกายของเราก็จะทรุดโทรมลงไปเรื่อย

    ในเรื่องของจิตใจก็เช่นเดียวกัน เมื่อสิ่งเร้าต่าง ๆ มีมากขึ้น ตาดู หูฟัง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัส ทุกอย่างล้วนแล้วแต่มุ่งเข้าไปสู่ใจ ชอบพอก็ไขว่คว้าหามา ไม่ชอบก็ผลักไสไล่ส่ง ก่อให้เกิดกิเลสทั้งคู่ เพราะว่ารักชอบก็คือราคะ ไม่ชอบก็คือโทสะ แปลว่าเราขยับไปทางไหนก็ขาดทุนทั้งสิ้น..! ยกเว้นท่านที่มีปัญญาเพียงพอ มองเห็นช่องว่างตรงกลาง สามารถที่จะเล็ดลอดผ่านไปได้ ซึ่งก็น้อยคนนัก
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,860
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,021
    ค่าพลัง:
    +26,852
    เราท่านทุกคนจึงต้องตระหนักถึงหน้าที่สำคัญ คือ การขัดเกลา กาย วาจา ใจ ของตน ตามหลักไตรสิกขา ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มีแต่ต้องเร่งทำให้มากเข้าไว้ แต่ว่าหลายคนทั้งที่รู้วิธีการหมดแล้ว จัดอยู่ในประเภท "ดีชั่วรู้หมด แต่อดไม่ได้" ก็ยังคงกระทำความชั่วอยู่เสมอ

    ขอให้นึกถึงพุทธภาษิตที่ตรัสเอาไว้ว่า "ยามเมื่อกรรมชั่วยังไม่ส่งผล คนพาลก็เห็นเป็นของหอมหวาน" แต่ถ้ากรรมชั่วนั้นส่งผลเมื่อไร คิดจะแก้ไขก็ไม่ทันเสียแล้ว..!

    เรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นเรื่องที่ใครทำใครได้ ไม่สามารถที่จะทำแทนกันได้ พวกเราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งรัดการปฏิบัติให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นแล้วกระแสโลกซึ่งนำเอากิเลสที่ละเอียดหรือว่าถูกใจของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ มาให้เรายึดติด หรือว่ามาหลอกล่อให้เราติดบ่วง โอกาสที่จะหลุดพ้นก็จะน้อยลงไปเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่ผ่านไป

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันจันทร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...